เอกซเรย์ธรรมดาต่างจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์อย่างไร?

เอกซเรย์ธรรมดา จะให้ภาพจากการตรวจเป็นภาพ 2 มิติ คือ กว้าง และยาว ไม่สามารถบอกความลึกของภาพได้ และจะให้ภาพเป็นภาพรวมของทั้งอวัยวะ ดังนั้นจึงเป็นข้อจำกัดของเอกซเรย์ธรรมดา เมื่อเปรียบเทียบกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการตรวจที่ซับซ้อนกว่าเอกซเรย์ธรรมดามาก โดยจะให้ภาพเป็น 3 มิติ และยังซอยภาพอวัยวะออกเป็นแผ่นบางๆได้หลายสิบแผ่น จึงช่วยให้แพทย์อ่านความผิดปกติของอวัยวะนั้นๆได้แม่นยำมากขึ้น

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะสูงกว่าการเอกซเรย์ธรรมดาเป็นสิบ หรือหลายสิบเท่า และในการตรวจแต่ละครั้ง ผู้ป่วยจะได้รับปริมาณรังสีทั้งตัว (Whole body irradiation) สูงกว่าจากการตรวจด้วยเอกซเรย์ธรรมดา

ดังนั้นโดยทั่วไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย แพทย์จึงมักตรวจด้วยเอกซเรย์ธรรมดาก่อน ต่อเมื่อเอกซเรย์ธรรมดาไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้ แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

การเอกซเรย์มีประโยชน์และโทษอย่างไร?

การเอกซเรย์สามารถตรวจภาพของเนื้อเยื่อ/อวัยวะ (เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ) ได้เกือบทุกชนิด และในทุกเพศและทุกวัย ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อแพทย์ในการใช้ช่วยวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น อันนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ

เอกซเรย์ที่นิยมตรวจมากที่สุด คือ เอกซเรย์ปอด (ดูโรคของปอด หัวใจ ช่องปอด และกระดูกซี่โครง) และเอกซเรย์กระดูก และฟัน (ดูโรคต่างๆของกระดูก และของฟัน โดยเฉพาะ ภาวะกระดูกหัก ฟันผุ และฟันคุด)

อย่างไรก็ตาม เอกซเรย์ เป็นรังสีที่มีพลังงานได้หลายระดับ และก่อให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ได้ทุกชนิด การบาดเจ็บจะมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณและระดับพลังงานของเอกซเรย์ที่เซลล์ได้รับ รวมทั้งอายุของเซลล์ด้วย โดยเซลล์ตัวอ่อน เช่น เซลล์ของทารกในครรภ์ (อาจส่งผลให้เกิดการแท้ง หรือ ความพิการของทารกได้) เมื่อได้รับเอกซเรย์จะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้สูงกว่าเซลล์ผู้ใหญ่ (รังสีจากการตรวจโรค) ดังนั้นนอกจากประโยชน์ที่ได้รับ ถ้าใช้เอกซเรย์พร่ำเพื่อ อาจทำให้เซลล์ร่างกายได้รับปริมาณรังสีสูงจนอาจก่อการบาดเจ็บต่อเซลล์ได้โดยเฉพาะในระยะยาว คือ หลายๆปีผ่านไป ซึ่งอันตรายที่สำคัญ คือ การบาดเจ็บของเซลล์จากรังสี อาจส่งผลให้เซลล์ที่ได้รับรังสีเกิดการเปลี่ยนแปลง (Mutation) จนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง/โรคมะเร็งได้ กล่าวคือ การแพทย์จัด เอกซเรย์เป็นรังสีที่สามารถก่อมะเร็งได้/เป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง (Carcinogen)

จากผลกระทบของเอกซเรย์ดังกล่าวแล้ว แพทย์จึงจะให้การตรวจด้วยเอกซเรย์เฉพาะต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่า จำเป็นสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น

***** โอกาสเกิดโรคมะเร็งจากการตรวจโรคด้วยเอกซเรย์โดยแพทย์แนะนำ พบได้น้อยมากๆจนไม่จำเป็นต้องกังวล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทางการแพทย์ทั่วโลกว่า การเอกซเรย์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และตามดุลพินิจของแพทย์ ก่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างมากมาย มากกว่าการเกิดโทษ

เมื่อไหร่จึงควรเอกซเรย์? เอกซเรย์ส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง?

ข้อบ่งชี้ต่อการเอกซเรย์ คือ เมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ภายหลังจากแพทย์สอบถามประวัติอาการ และตรวจร่างกายพบสิ่งผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น ฟังได้เสียงการหายใจผิดปกติ ซึ่งการจะช่วยวินิจฉัยได้ว่า ปอดมีโรคเกิดขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงไร และน่าจะเป็นโรคอะไร คือการเอกซเรย์ปอด แพทย์ก็จะส่งตรวจเอกซเรย์ภาพปอด เป็นต้น

นอกจากนั้น การเอกซเรย์มักใช้บ่อยเพื่อใช้ช่วยวินิจฉัยว่า มีกระดูกต่างๆหักหรือไม่ เพราะกระดูกเป็นอวัยวะที่ตรวจเห็นได้ดีจากเอกซเรย์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น การล้ม หรืออุบัติเหตุจากรถยนต์ เป็นต้น

เอกซเรย์ยังใช้ในการตรวจสุขภาพทั่วไปในขณะที่ยังไม่มีอาการ แต่กรณีนี้ แพทย์จะให้การตรวจเฉพาะอวัยวะที่ได้มีการศึกษาทางการแพทย์แล้วพบว่า ให้ประโยชน์มากกว่าโทษ ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก คือ การเอกซเรย์ปอดทุกปี เริ่มตั้งแต่อายุ 20-25 ปีขึ้นไป

ส่วนการเลือกใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์นั้น ก็จะมีข้อบ่งชี้ที่เฉพาะเจาะจงขึ้น มักเป็นการตรวจในโรคที่ซับซ้อน อวัยวะที่เกิดโรคอยู่ลึกภายในร่างกาย ซึ่งภาพจากเอกซเรย์ธรรมดา วินิจฉัยโรคได้ไม่ชัดเจน

ร่างกายทุกส่วน สามารถตรวจเอกซเรย์ธรรมดาได้ ตั้งแต่ กะโหลก ไซนัส ฟันกระดูกทุกชิ้นส่วน (เช่น กระดูกสันหลัง ขา แขน นิ้ว และข้อต่างๆ) ปอด หัวใจ และช่องท้อง

เมื่อต้องการตรวจอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก อาจใช้การกลืนแป้งร่วมด้วย เพื่อช่วยการมองเห็นอวัยวะเหล่านั้นได้ดีขึ้น ที่เรามักเรียกว่า เอกซเรย์กลืนแป้ง (Barium swallow และ Upper GI series) หรือเมื่อต้องการเห็นลำไส้ใหญ่ ก็จะใช้การสวนแป้งเข้าลำไส้ใหญ่ ซึ่งเรามักเรียกว่า เอกซเรย์สวนแป้ง (Barium enema) ซึ่งการตรวจร่วมกับการกลืน หรือสวนแป้ง ในปัจจุบันแพทย์ให้การตรวจน้อยลง หันมาใช้การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพช่องท้องแทน เพราะเทคนิคการตรวจง่ายกว่า และให้ผลตรวจที่แม่นยำกว่า นอกจากนั้น ช่องท้องมีเนื้อเยื่อ/อวัยวะ (เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ) หลากหลายชนิดรวมอยู่ด้วยกัน การตรวจเนื้อเยื่อ/อวัยวะทั้งช่องท้องจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จึงช่วยการวินิจฉัยโรคได้ดีกว่าการตรวจทีละเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้วยเอกซเรย์ธรรมดา

มีข้อห้ามการเอกซเรย์ไหม?

ไม่มีข้อห้ามที่ตายตัวในการตรวจด้วยเอกซเรย์ เพราะดังกล่าวแล้วว่า ประโยชน์ของเอกซเรย์มีมากเมื่อเป็นการเอกซเรย์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และตามดุลพินิจของแพทย์

อย่างไรก็ตาม ดังกล่าวแล้วว่า เซลล์ที่ยังเป็นเซลล์ตัวอ่อน เช่น เซลล์ของทารกในครรภ์ และของเด็กเล็ก จะไวต่อรังสีเอกซ์เป็นพิเศษ (รังสีจากการตรวจโรค) ดังนั้นในทั้ง 2 กลุ่มนี้ แพทย์จะเอกซเรย์ต่อเมื่อไม่สามารถหาวิธีตรวจวินิจฉัยอื่นมาทดแทนเอกซเรย์ได้ และการไม่ตรวจ อาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งกรณีเช่นนี้แพทย์จะพูดคุยกับ บิดามารดา หรือครอบครัวก่อนเสมอถึงปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อจะเอกซเรย์?

การเอกซเรย์ธรรมดา เป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีการเตรียมล่วงหน้าเป็นพิเศษ ไม่ต้องงดอาหาร น้ำดื่ม และไม่มีการฉีดยา/ฉีดสีเหมือนในเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับการถ่ายรูปทั่วไป เพียงแต่ใช้แสงจากรังสีเอกซ์เท่านั้น ซึ่งการถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดามักใช้เวลาประมาณ 10 นาที ส่วนใหญ่เพื่อการจัดท่าทางในการตรวจเพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้อง ใช้ตัวรังสีเองเพียงประมาณ 1 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเอกซเรย์กลืน หรือสวนแป้งจึงจะมีข้อเตรียมตัวเฉพาะกรณี ซึ่งจะได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เอกซเรย์พร้อมเอกสารแนะนำ

ภายหลังการตรวจเอกซเรย์ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลับไปทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลพิเศษอย่างไร ซึ่งเมื่อมีการกลืน หรือสวนแป้ง แป้งเหล่านั้นจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายทางอุจจาระ ตามระบบขับถ่ายของแต่ละคนในวันรุ่งขึ้น และมักจะหมดไปภายใน 2-3 วัน ทั้งนี้รวมทั้งไม่มีรังสีใดๆหลงเหลืออยู่ในตัว สามารถคลุกคลีได้กับทุกคนตามปกติรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และเด็กๆทุกวัย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การอ่านผลตรวจได้ถูกต้อง จึงต้องมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นของโรงพยาบาลก่อนตรวจ และต้องไม่มีโลหะ (เช่น สตางค์ เครื่องประดับต่างๆ รวมทั้งนาฬิกา ) หรือวัสดุใดๆรวมเข้ามาอยู่ในส่วนที่จะตรวจด้วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ทิชชูต่างๆ และกระเป๋าเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้จะบดบังรังสีเอกซ์ และก่อให้เกิดภาพผิดปกติ ส่งผลให้แพทย์อ่านผลตรวจผิดพลาดได้

นอกจากนั้น ในหญิงวัยเจริญพันธ์ (วัยยังมีประจำเดือน) เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับรังสีเอกซ์ในช่วงตั้งครรภ์ แพทย์ และเจ้าหน้าที่รังสี จึงจำเป็นต้องสอบถามถึงประวัติประจำเดือนก่อนการตรวจเสมอ รวมทั้งผู้ป่วยเองก็ต้องตระหนักในข้อนี้ เมื่อมีการคลาดเคลื่อนของประจำเดือน หรือสงสัยอาจตั้งครรภ์ ควรต้องแจ้งแพทย์ และเจ้าหน้าที่รังสี เพื่อยกเลิกการเอกซเรย์ หรืออาจต้องมีการตรวจภาวะตั้งครรภ์ทางห้องปฏิบัติการให้แน่ชัด จึงจะตรวจด้วยเอกซเรย์ได้

แพทย์อ่านผลตรวจเอกซเรย์อย่างไร?

การอ่านวินิจฉัยผลเอกซเรย์ธรรมดา สามารถอ่านวินิจฉัยได้โดยแพทย์ทั่วไป เพราะได้ผ่านการเรียนการสอนในสาขานี้มาแล้ว แต่การอ่านเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จะโดยแพทย์เฉพาะทางรังสีวิทยา ซึ่งต้องได้รับการฝึกอบรมต่อเนื่องหลังจากจบแพทย์ศาสตร์แล้ว

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงมักทราบผลจากเอกซเรย์ธรรมดาได้เลยจากแพทย์เจ้าของไข้ที่ให้การตรวจรักษาโรคของผู้ป่วย แต่เมื่อเป็นเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยต้องรอผลตรวจ อาจเป็นหลายชั่วโมง หรือในวันรุ่งขึ้น ถ้าเป็นการตรวจของโรงพยาบาลเอกชน แต่เมื่อเป็นการตรวจจากโรงพยาบาลของรัฐบาลซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยมากมาย ผู้ป่วยมักทราบผลในระยะเวลาประมาณ 3-10 วัน

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น การถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดา อาจเป็นการถ่ายภาพลงบนกระดาษ หรือลงใน ซีดี หรือในวีซีดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องการใช้ฟิล์มลงได้มาก และยังสะดวกกว่าในการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งแพทย์มักมอบให้ผู้ป่วยไปด้วยพร้อมกับใบอ่านผลตรวจ

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยรับผลตรวจ ควรต้องตรวจสอบให้ได้เอกสารต่างๆครบถ้วน เพื่อจะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมาเอาผลอีก และ

ในการพบแพทย์ทุกท่านแต่ละครั้ง ผู้ป่วยควรต้องนำใบอ่านผลพร้อมฟิล์มเอกซเรย์ หรือซีดีต่างๆติดตัวมาด้วยเสมอ เพื่อแพทย์ต้องการทราบข้อมูล และเพื่อเมื่อมีการตรวจซ้ำ จะได้ใช้เปรียบเทียบผลตรวจในแต่ละครั้ง ซึ่งจะเพิ่มความแม่นยำของการตรวจ เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

เมื่อมีการตรวจ วินิจฉัย รักษา ผู้ป่วยทุกคนควรมีการจัดเก็บข้อมูลทางการแพทย์ของตน และควรมีกระเป๋าเฉพาะ จัดเก็บไว้ในที่ที่มองเห็นง่ายและทุกคนในครอบครัวรับทราบ เมื่อจะมาพบแพทย์ จะได้หยิบฉวยได้สะดวก ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง

อนึ่ง เช่นเดียวกับการตรวจทุกชนิด การตรวจภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้วยเทคนิคต่างๆที่รวมทั้งเอกซเรย์ธรรมดาให้ผลผิดพลาดได้ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคประมาณ 10-15% โดยเป็นความผิดพลาด อาจในลักษณะที่มีโรคแต่ตรวจไม่พบ หรือไม่มีโรคแต่ให้ภาพว่าน่ามีโรค ดังนั้นในการวินิจฉัยโรค แพทย์จึงใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งซึ่งต้องให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน ที่สำคัญคือ จากอาการผู้ป่วย จากการตรวจร่างกาย จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จากการตรวจภาพของเนื้อเยื่อ/อวัยวะ เช่น การเอกซเรย์ และอาจต้องมีการตรวจทางพยาธิวิทยา (และ/หรือการตรวจทางเซลล์วิทยา) ร่วมด้วย เป็นต้น

การเอกซเรย์บ่อยๆเป็นอะไรไหม?

ดังได้กล่าวแล้วว่า รังสีเอกซ์ อาจก่อโทษได้เมื่อได้รับในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.comบทความเรื่อง รังสีจากการตรวจโรค) ดังนั้นเพื่อป้องกันผลกระทบเหล่านั้น การเอกซเรย์ จึงจำเป็นต้องตรวจเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และผ่านดุลพินิจของแพทย์แล้ว

 

  • Hall, E. (1994). Radiobiology for radiologist. Philadelphia: J.B. Lippincott Company.
  • Radiation protection. ICRP publication 60. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2537.
  • http://en.wikipedia.org/wiki/X-ray [2016,Nov5]
  • http://www.nrc.gov/about-nrc/radiation/rad-health-effects.html [2016,Nov5]
  • https://rpop.iaea.org/RPoP/RPoP/Content/index.html [2016,Nov5]
  • http://www.nrc.gov/reading-rm/doc-collections/cfr/part020/ [2016,Nov5]

 

  • Hall, E. (1994). Radiobiology for radiologist. Philadelphia: J.B. Lippincott Company.
  • Radiation protection. ICRP publication 60. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2537.
  • http://en.wikipedia.org/wiki/X-ray [2016,Nov5]
  • http://www.nrc.gov/about-nrc/radiation/rad-health-effects.html [2016,Nov5]
  • https://rpop.iaea.org/RPoP/RPoP/Content/index.html [2016,Nov5]
  • http://www.nrc.gov/reading-rm/doc-collections/cfr/part020/ [2016,Nov5]